ถ้าคุณได้ลองถาม…

Brand Equity มูลค่าที่มองไม่เห็น
4.
Brand Equity มูลค่าที่มองไม่เห็น
ลองจินตนาการถึงสินค้าสองชิ้นที่มีคุณภาพวัตถุดิบเหมือนกันทุกประการ กระบวนการผลิตก็แบบเดียวกัน แต่ชิ้นหนึ่งขายได้ในราคาสูงกว่าอีกชิ้นถึงสองเท่า และลูกค้าก็ยังคงเลือกซื้อชิ้นที่ราคาสูงกว่าอย่างเต็มใจ ความแตกต่างของราคานี้ไม่ได้มาจากต้นทุนการผลิตที่ต่างกัน แต่มาจากสิ่งที่เรียกว่า Brand Equity
บทความนี้จะอธิบายว่า Brand Equity คืออะไร เหตุใดมันจึงเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่จับต้องไม่ได้แต่มีมูลค่าจริง และทำไมธุรกิจ SME จึงควรให้ความสำคัญกับการสะสมมูลค่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
นิยามของ Brand Equity
Brand Equity หมายถึงมูลค่าเพิ่มที่แบรนด์มอบให้กับสินค้าหรือบริการ เหนือกว่ามูลค่าที่มาจากคุณสมบัติทางกายภาพของสินค้านั้นเพียงอย่างเดียว มูลค่าเพิ่มนี้เกิดจากการรับรู้ ความไว้วางใจ และความคุ้นเคยที่ลูกค้าสั่งสมไว้กับแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่ผ่านมา
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากนำสินค้าที่เหมือนกันทุกประการมาติดชื่อแบรนด์ต่างกัน มูลค่าที่ลูกค้ายินดีจ่ายจะไม่เท่ากัน ส่วนต่างของมูลค่านั้นคือ Brand Equity ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สะสมขึ้นทีละน้อยจากทุกปฏิสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีกับแบรนด์ตลอดเวลา
องค์ประกอบที่สร้าง Brand Equity
การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) คือระดับที่ลูกค้าจดจำและนึกถึงแบรนด์ได้เมื่อต้องการสินค้าหรือบริการในหมวดหมู่นั้น แบรนด์ที่ถูกนึกถึงเป็นอันดับแรกในหัวของลูกค้ามีโอกาสถูกเลือกสูงกว่าแบรนด์ที่ลูกค้าต้องนึกหรือค้นหาเพิ่มเติม
คุณภาพที่รับรู้ได้ (Perceived Quality) คือความเชื่อของลูกค้าเกี่ยวกับคุณภาพของแบรนด์ ซึ่งอาจไม่ตรงกับคุณภาพจริงทั้งหมด แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อโดยตรง แบรนด์ที่สะสมความประทับใจเชิงบวกมาอย่างต่อเนื่องมักได้รับประโยชน์จากความเชื่อนี้แม้ในช่วงที่คุณภาพจริงอาจมีความผันผวนบ้าง
ความสัมพันธ์เชิงบวกที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ (Brand Associations) คือสิ่งที่ลูกค้านึกถึงเมื่อได้ยินชื่อแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ภาพลักษณ์ หรือคุณค่าบางอย่างที่ผูกติดกับแบรนด์นั้น เช่น ความน่าเชื่อถือ ความคุ้มค่า หรือความทันสมัย ความสัมพันธ์เหล่านี้ยิ่งชัดเจนและสอดคล้องกันมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) คือแนวโน้มที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำและเลือกแบรนด์เดิมแม้มีทางเลือกอื่นในราคาที่ใกล้เคียงกัน ความภักดีนี้ลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ เนื่องจากลูกค้าเดิมสร้างรายได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องลงทุนด้านการตลาดซ้ำทุกครั้ง
ทำไม Brand Equity จึงมีมูลค่าทางธุรกิจจริง
Brand Equity ที่สูงจะส่งผลต่อธุรกิจในหลายทาง ประการแรกคือความสามารถในการตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน เนื่องจากลูกค้ารับรู้ถึงคุณค่าที่มากกว่าตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว ประการที่สองคือต้นทุนการตลาดที่ลดลงในระยะยาว เพราะแบรนด์ที่มีการรับรู้สูงไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวตนซ้ำทุกครั้งที่สื่อสารกับลูกค้าใหม่
ประการที่สามคือความสามารถในการขยายไปสู่สินค้าหรือบริการใหม่ได้ง่ายขึ้น เมื่อลูกค้าไว้วางใจแบรนด์อยู่แล้ว การเปิดตัวสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์เดิมมักได้รับการยอมรับเร็วกว่าการเริ่มต้นสร้างความไว้วางใจใหม่ทั้งหมด และประการสุดท้ายคือความสามารถในการรับมือกับวิกฤต เนื่องจากแบรนด์ที่มีความไว้วางใจสะสมไว้มากมักได้รับโอกาสให้อธิบายหรือแก้ไขปัญหา มากกว่าแบรนด์ที่ยังไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับลูกค้ามาก่อน
ตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพ
พิจารณาร้านขนมปังโฮมเมดสองร้านในย่านเดียวกัน ทั้งสองร้านใช้วัตถุดิบคุณภาพใกล้เคียงกันและมีสูตรที่ไม่ต่างกันมากนัก ร้านแรกเปิดมาห้าปี สื่อสารเรื่องราวของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ตอบคำถามลูกค้าด้วยน้ำเสียงเดียวกันทุกครั้ง และมีลูกค้าประจำที่แนะนำต่อปากต่อปาก ส่วนร้านที่สองเพิ่งเปิดได้หกเดือนและยังไม่มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน
แม้คุณภาพขนมปังจะใกล้เคียงกัน แต่ร้านแรกสามารถตั้งราคาสูงกว่าและยังคงมีลูกค้าเข้าคิวซื้อ ขณะที่ร้านที่สองต้องแข่งขันด้วยราคาที่ต่ำกว่าเพื่อดึงดูดลูกค้า ส่วนต่างของราคาและความสามารถในการดึงดูดลูกค้านี้คือ Brand Equity ที่ร้านแรกสั่งสมมาตลอดห้าปีที่ผ่านมา
ผลต่อการตัดสินใจของธุรกิจ SME
เมื่อเข้าใจว่า Brand Equity คือสินทรัพย์ที่สะสมได้จริง ธุรกิจ SME ควรมองการลงทุนด้านแบรนด์เป็นการลงทุนระยะยาวเช่นเดียวกับการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์การผลิต ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ตัดออกได้เมื่อสถานการณ์ทางการเงินตึงตัว เพราะทุกปฏิสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ล้วนเป็นการสะสมมูลค่าที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
ในบทความถัดไป จะกล่าวถึง Brand Promise หรือสัญญาที่แบรนด์ให้ไว้กับลูกค้าทุกครั้งที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจอันนำไปสู่ Brand Equity ในระยะยาว
