Skip to content

อ่านธุรกิจให้ขาดด้วยกระดาษแผ่นเดียว

สมัยก่อนเวลาอยากเริ่มต้นธุรกิจ เราถูกสอนให้เขียนแผนธุรกิจ (Business Plan) ซึ่งประกอบด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ โครงสร้างองค์กร การเงิน การตลาด และอื่น ๆ อีกมากมายประกอบเป็นหนังสือหนา ๆ หนึ่งเล่มที่ต้องใช้เวลาอ่านนาน ยุ่งยาก และที่สำคัญคือเวลาแก้ไขทีก็ต้องรื้อทั้งเล่ม

Business Model Canvas (BMC) จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ มันช่วยสรุปโมเดลธุรกิจทั้งหมดให้อยู่ในหน้าเดียว มองเห็นภาพรวมได้ในพริบตา อีกทั้งยังสามารถปรับแก้ได้ง่ายเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน มันจึงเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่ทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่หรือแม้แต่ธุรกิจที่ดำเนินการมายาวนานเลือกใช้กันอย่างแพร่หลาย

BMC ถูกพัฒนาขึ้นโดย Alexander Osterwalder นักทฤษฎีธุรกิจชาวสวิส ร่วมกับทีมนักวิจัยกว่า 470 คนจาก 45 ประเทศ ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ Business Model Generation เมื่อปี 2010 (ในประเทศไทยแปลโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น)

แนวคิดเบื้องหลังคือการนำองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจทั้งหมด ตั้งแต่กลุ่มลูกค้า คุณค่าที่นำเสนอ ไปจนถึงต้นทุนและรายได้ มาจัดวางลงในผังเดียวที่มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกันได้ทันที แทนที่จะแยกเขียนเป็นเอกสารคนละส่วนแบบแผนธุรกิจดั้งเดิม

9 องค์ประกอบของ Business Model Canvas

ผังโมเดลธุรกิจแบ่งออกเป็น 9 ช่อง แต่ละช่องเป็นตัวแทนของมิติสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่

  1. Customer Segments (กลุ่มลูกค้า) ธุรกิจให้บริการหรือขายสินค้าให้ใคร ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการต่างกันอย่างไร การระบุกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนคือจุดเริ่มต้นของทุกการตัดสินใจทางธุรกิจ
  2. Value Propositions (คุณค่าที่นำเสนอ) สินค้าหรือบริการช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า หรือตอบโจทย์ความต้องการใดที่คู่แข่งยังทำได้ไม่ดีพอ
  3. Channels (ช่องทาง) ธุรกิจเข้าถึงและส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าผ่านช่องทางใดบ้าง เช่น หน้าร้าน เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือตัวแทนจำหน่าย
  4. Customer Relationships (ความสัมพันธ์กับลูกค้า) ธุรกิจสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบไหน เช่น บริการส่วนตัว ระบบอัตโนมัติ หรือชุมชนออนไลน์
  5. Revenue Streams (กระแสรายได้) รายได้ของธุรกิจมาจากไหน ขายขาด สมัครสมาชิกรายเดือน หรือค่าธรรมเนียมการให้บริการ
  6. Key Resources (ทรัพยากรหลัก) ธุรกิจต้องมีทรัพยากรอะไรบ้างเพื่อส่งมอบคุณค่าได้ตามที่สัญญาไว้ เช่น บุคลากร เทคโนโลยี หรือเงินทุน
  7. Key Activities (กิจกรรมหลัก) กิจกรรมสำคัญที่ธุรกิจต้องทำเพื่อให้โมเดลธุรกิจขับเคลื่อนได้ เช่น การผลิต การตลาด หรือการพัฒนาระบบ
  8. Key Partnerships (พันธมิตรหลัก) ใครคือพันธมิตรหรือซัพพลายเออร์ที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  9. Cost Structure (โครงสร้างต้นทุน) ต้นทุนหลักของธุรกิจอยู่ตรงไหน และต้นทุนใดที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรมากที่สุด

วิธีใช้งาน:

  1. เริ่มจากช่อง Customer Segments และ Value Propositions ก่อน เพราะเป็นหัวใจที่กำหนดทิศทางของช่องอื่นทั้งหมด
  2. ไล่กรอกทีละช่องตามลำดับ โดยตั้งคำถามสั้นๆ ในแต่ละช่องแล้วตอบให้กระชับที่สุด
  3. ใช้กระดาษขนาดใหญ่หรือโพสต์อิทระดมความคิดร่วมกับทีม จะช่วยให้เห็นมุมมองที่หลากหลายและปรับแก้ได้ทันที
  4. ทบทวน BMC เป็นระยะ เพราะโมเดลธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ตลาดเปลี่ยน ลูกค้าเปลี่ยน โมเดลธุรกิจก็ควรปรับตามไปด้วย

ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ แค่นี้ เราก็จะได้ผังโมเดลธุรกิจที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมทั้งหมดของกิจการด้วยกระดาษแค่แผ่นเดียว ตั้งแต่กลุ่มลูกค้า คุณค่าที่นำเสนอ ไปจนถึงต้นทุนและรายได้ ทำให้การวางแผน การสื่อสารกับทีมงาน และการปรับกลยุทธ์เป็นเรื่องที่ทำได้รวดเร็วและง่ายขึ้นมาก

ดังนั้นใครที่กำลังจะเริ่มธุรกิจหรือทำอยู่แต่ยังไม่เคยลองทำ BMC ของธุรกิจตัวเองเลย หลังจากอ่านบทความนี้จบ อยากเชิญชวนให้หยิบกระดาษเปล่า 1 แผ่น ลงมือวาดตารางและกรอกไปทีละช่อง แล้วคุณจะเหมือนอยู่บนยอดเขาที่มองเห็นภาพรวมธุรกิจทั้งหมด

นักออกแบบที่หลงใหลกลิ่นทะเลและหนังสือ

Back To Top